สิทธิที่ลูกจ้างได้รับเนื่องจากการลาออก

ลาออก (Resignation)

สิทธิที่ลูกจ้างได้รับเนื่องจากการลาออก

               กฎหมายคุ้มครองแรงงานไม่ได้บัญญัติคุ้มครองลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างสมัครใจลาออกไว้ ลูกจ้างที่ลาออกจึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ได้รับค่าชดเชยและไม่ได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม เพราะลูกจ้าง ที่จะได้รับเงินเหล่านี้ก็ต่อเมื่อถูกนายจ้างเลิกจ้างเท่านั้น

               อย่างไรก็ดี หากนายจ้างตกลงให้สิทธิประโยชน์พิเศษไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ลูกจ้างก็มีสิทธิได้รับ เช่น หากนายจ้างมีข้อตกลงสำหรับพนักงาน ที่ทำงานติดต่อกันครบ 5 ปีขึ้นไปและลาออกถูกต้องตามระเบียบ จะได้รับเงินสะสมตามจำนวนที่กำหนด ลูกจ้างที่ลาออกถูกต้องตามเงื่อนไขที่กำหนด ย่อมมีสิทธิได้รับเงินสะสมจากนายจ้าง

               สำหรับเงินประกันการทำงานหรือประกันความเสียหายจากการทำงาน เมื่อ สัญญาจ้างสิ้นสุดลงด้วยการลาออก นายจ้างมีหน้าที่คืนเงินประกันให้แก่ลูกจ้างภายใน 7 วัน นับแต่สัญญาสิ้นสุด (พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 10) หากไม่คืน ต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หากจงใจผิดนัดโดยปราศจากเหตุอันสมควร ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน (พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 9) นายจ้างบางรายนำเงื่อนไขการลาออกมากำหนด การจ่ายคืนเงินประกัน เช่น

               นายจ้างกำหนดในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่า หากลูกจ้าง ต้องการออกจากงานต้องยื่นใบลาออกล่วงหน้าก่อนออกจากงานไม่น้อยกว่า 15 วันและต้องอยู่ทำงานจนครบ หากลาออกไม่ถูกต้องจะไม่คืนเงินประกันหรือคืนเงินประกัน ล่าข้ากว่าที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงเช่นนี้ถือว่าขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เป็นโมฆะ ไม่มีผลใช้บังคับ นายจ้างต้อง คืนเงินประกันตามกฎหมาย แม้ว่าลูกจ้างจะลาออกไม่ถูกต้องตามข้อตกลงก็ตาม (คำพิพากษาฎีกาที่ 8029/2544)

               นอกจากนี้ ลูกจ้างที่สมัครใจลาออกจะไม่ได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 67 เพราะมาตรา ดังกล่าวกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนในปีสุดท้ายของการทำงาน ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีความผิดเท่านั้น ดังนั้น หากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะกระทำผิดก็ดี หรือสัญญาจ้างสิ้นสุดลงเพราะ ลูกจ้างลาออกเองก็ดี นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ตามส่วนให้แก่ลูกจ้าง

               ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 67 กำหนดให้กรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างมิได้กระทำผิดตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ รวมทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม ถ้ามี ลูกจ้างลาออกจากงานโดยไม่ได้ถูกเลิกจ้าง ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ที่ถูกเลิกจ้างตามส่วน (คำพิพากษาฎีกาที่ 1196-1218/2546 และคำพิพากษาฎีกาที่ 497-528/2544และที่ 8324/2544 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน)

               ในบางสถานประกอบการมีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งมีหลักการสำคัญ คือ นายจ้างหักค่าจ้างของลูกจ้างสะสมเข้ากองทุนฯ และนายจ้างจ่ายเงินสมทบ เข้ากองทุนฯ แล้วกองทุนฯ ในฐานะนิติบุคคลเป็นผู้บริหารจัดการกองทุนฯ ดังกล่าวเพื่อเป็นการสร้างหลักประกันรายได้เมื่อลูกจ้างพันสภาพจากการเป็นลูกจ้าง ลูกจ้าง ที่พันสภาพจากการเป็นลูกจ้าง ย่อมมีสิทธิได้รับคืนเงินสะสมซึ่งถือว่าเป็นเงินส่วนของ ลูกจ้าง ทั้งนี้ ไม่ว่าลูกจ้างจะลาออกจากงานไปโดยไม่ถูกต้องหรือถูกเลิกจ้างโดยมีความผิดหรือไม่ก็ตาม หากลูกจ้างออกจากงานถูกต้องตามเงื่อนไขของข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เช่น ลาออกถูกต้อง ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับเงินสมทบในส่วนของนายจ้างพร้อมผลประโยชน์ด้วย

               มีข้อที่ควรทราบ คือ เมื่อลูกจ้างพันสภาพจากการเป็นพนักงานและต้องการ ฟ้องเรียกเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะต้องฟ้องกองทุนฯ เป็นจำเลย จะฟ้องนายจ้างเพื่อให้รับผิดจ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ได้ เพราะได้มีการจดทะเบียนกองทุนเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากแล้ว นายจ้างมิได้เป็นผู้บริหารจัดการกองทุน (คำพิพากษา ฎีกาที่ 907/2548)

หากลาออกโดยไม่สุจริต ลูกจ้างไม่ได้รับความคุ้มครอง

               อย่างไรก็ดี แม้การลาออกจากงานของลูกจ้างจะมีผลทำให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากนายจ้างก็ตาม แต่ถ้าหากลูกจ้างลาออกโดยไม่สุจริตเช่น ลูกจ้างกระทำทุจริต พอนายจ้างเริ่มตรวจสอบและยังอยู่ในกระบวนการสอบสวน ข้อเท็จจริงหรือความผิดทางวินัย ลูกจ้างชิงยื่นใบลาออกเพื่อให้ได้รับเงินหรือ สิทธิประโยชน์จากการทำงานหรือตามกฎหมาย เพราะหากทำงานต่อไปและถูกเลิกจ้างโดยมีความผิดอาจจะไม่ได้รับ กรณีเช่นนี้ ลูกจ้างจะไม่ได้รับเงินหรือสิทธิประโยชน์ดังกล่าว เนื่องจากลูกจ้างใช้สิทธิลาออกโดยไม่สุจริต เช่น

               นางสาวสุพัตราทำงานเป็นลูกจ้างบริษัท ป. จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจประกันภัยในระหว่างทำงาน นายจ้างตรวจพบการกระทำความผิดของลูกจ้างและตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ในที่สุดนายจ้างมีคำสั่งเลิกจ้าง โดยไม่จ่ายค่าชดเชยหรือผลประโยชน์อื่นใดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในระหว่างทำงานลูกจ้างได้รับเงินจากผู้เอาประกันภัยแล้ว ไม่นำเงินเข้าฝากบัญชีของนายจ้าง และไม่ได้นำเงินมามอบให้ตามระเบียบคู่มือการปฏิบัติงานทำให้เงินของนายจ้างขาดหายไป ซึ่งเป็นการประพฤติฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับกรณีร้ายแรง ลูกจ้างลาออกโดยให้มีผลเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 เนื่องจากลูกจ้างคาดหมายได้ว่านายจ้างอาจตรวจพบการกระทำความผิดของตน และหากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงได้สอบสวนเสร็จ นายจ้างอาจมีคำสั่งลงโทษไล่ออกหรือเลิกจ้างได้ลูกจ้างจึงชิงลาออก หลังจากนั้นลูกจ้างฟ้องนายจ้างและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อเรียกร้องสิทธิในเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ทั้งหลายส่อแสดงถึงความไม่สุจริตในการลาออก เพื่อแสวงหาประโยชน์จากการลาออก เนื่องจากหากเลิกจ้างหรือไล่ออกเพราะเหตุทุจริตย่อมทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสิทธิประโยชน์อื่นที่อาจจะได้รับตามกฎหมาย ลูกจ้างจึงไม่อาจอ้างเหตุจากการลาออกโดยไม่สุจริต เพื่อให้ตนได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากการลาออก (คำพิพากษาฎีกาที่ 4009/2561)