นายจ้างบอกพนักงานตรวจแรงงานว่า ยังไม่เลิกจ้างลูกจ้างที่มาขอรับคำ ปรึกษาเกี่ยวกับการถูกเลิกจ้าง แต่ก็พอลูกจ้างกลับเข้าทำงานก็ยัง เลิกจ้างอีก ผลคดีเป็นอย่างไร ?
ในการทำงานของลูกจ้างอาจมีการ บังคับบัญชาหลายระดับ ตั้งแต่หัวหน้างาน ผู้จัดการโรงงาน ผจก.ฝ่ายบุคคล และ กรรมการผู้จัดการ บางครั้ง นายจ้างเองก็ไม่มีคำสั่งชัดเจนว่า บุคคลใดบ้างมีอำนาจเลิกจ้าง
ลูกจ้างก็เลยสับสนว่าใครมีอำนาจ เลิกจ้าง บางครั้ง ต้องไปปรึกษากับพนักงานตรวจ แรงงาน ๆ เองก็ไม่แน่ใจ เพราะไม่ทราบโครงสร้างการบริหาร จัดการและอำนาจบังคับบัญชาของ นายจ้างก็อาจต้องสอบถามไปยัง นายจ้าง เช่น ในคดีหนึ่ง
วันที่ 2 มี.ค.2550 นายปรีชา รองผจก.โรงงานเรียกลุกจ้างไปพบ เพราะทำผิดวินัยตามข้อบังคับฯโดย ได้รับใบเตือนครบ 3 ครั้ง จึงแจ้งให้พิจารณาตัวเอง (แทนที่จะเลิกจ้าง) ต่อมาวันที่ 3 มี.ค. ฯ ลูกจ้างติดต่อนายเกษมหัวหน้างานว่า จะให้ทำงานต่อไปอีกหรือไม่
นายเกษมบอกลูกจ้างให้ถาม นายนิรันดร์ ผจก.โรงงานก่อน จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้ติดต่อกัน ลูกจ้างเห็นว่านายจ้างเลิกจ้างจึงไปยื่น คำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อให้สอบสวนมีคำสั่งตามกฎหมาย
พนักงานตรวจฯได้โทรศัพย์สอบถาม นายจ้างแล้วยืนยันว่าไม่ได้เลิกจ้าง จึงให้กลับเข้าทำงานและทำความเข้าใจกับนายจ้าง
วันที่ 7 มี.ค.ฯ ลูกจ้างกลับเข้าทำงาน ฝ่ายบุคคลกลับเรียกลุกจ้างไปพบแล้ว ออกหนังสือเลิกจ้างอ้างว่าขาดงาน 3 วันทำงานติดต่อกัน โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวฯ
ลูกจ้างจึงไปยื่นคำร้องให้พนักงาน ตรวจแรรงานอีก พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้ว มีคำสั่ง นายจ้างไม่พอใจคำสั่ง จึงนำคดีไปสู่ศาล
ศาลแรงงานวินิจฉัยว่า การที่ลูกจ้างไม่ไปทำงานระหว่างวันที่ 3- 6 มี.ค.2550 โดยเข้าใจว่า ตนถูกเลิกจ้างแล้วจึงมิใช่การเลิกจ้าง หรือขาดงาน 3 วันทำงาน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร
พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ นายจ้างจ่ายค่าบออกล่าวฯ และค่าชดเชยตามกฎหมายจึงชอบแล้ว ฎีกาที่ 11614/2554
คดีนี้ก็เป็นตัวอย่างในการแก้ปัญหาของ ลูกจ้างทางหนึ่งในความไม่ชัดเจน ของนายจ้างว่าใครบ้างมีอำนาจเลิกจ้างที่แท้จริง และถ้าคดีนี้ลูกจ้างฟ้องเองอาจจะต้อง จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้างอีกก็ได้ และทางที่ดีนายจ้างควรออกหนังสือระบุเหตุเลิกจ้างเเล้วนำเอาเหตุนั้นมาต่อสุ้คดีกันจึงจะเป็นธรรมกับลูกจ้าง

