ลาออก (Resignation)
ก่อนการลาออกมีผล ลูกจ้างยังมีสถานะเป็นลูกจ้าง หากทำผิด นายจ้างเลิกจ้างได้
เมื่อลูกจ้างยื่นใบลาออก แม้นายจ้างอนุมัติการลาออกแล้ว ในระหว่างยังไม่ถึงกำหนดเวลาพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างตามที่กำหนดไว้ในใบลาออก หากลูกจ้างกระทำผิดฝ่าฝืนคำสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับการทำงานของนายจ้าง นายจ้างมีสิทธิลงโทษทางวินัยและเลิกจ้างได้ เช่น
ลูกจ้างเจรจากับหัวหน้างานเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2543 ผลที่สุดลูกจ้าง ยื่นใบลาออกตามแบบฟอร์มของนายจ้าง ระบุให้มีผลตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2544ในวันเดียวกันนายจ้างตอบรับหนังสือให้ลูกจ้างลาออกได้ตามความประสงค์และให้มีผลตามขอ ต่อมาลูกจ้างนำใบลาออกจากแฟ้มไปนอกสำนักงานและฉีกทำลาย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ลูกจ้างยื่นหนังสือลาออกและนายจ้างอนุมัติมีผลเท่ากับนายจ้างและลูกจ้างตกลงเลิกสัญญาจ้างโดยให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงเมื่อ วันที่ 31 มกราคม 2544 ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2544
นายจ้างและลูกจ้างยังคงมีนิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างและลูกจ้างกันอยู่ การที่ลูกจ้างขอดูใบลาออกและหยิบออกไปจากแฟ้ม นำออกไปนอกสำนักงานของนายจ้าง เมื่อมีผู้ห้ามลูกจ้างก็ไม่ฟังแล้วลูกจ้างฉีกใบลาออก อันเป็นการทำลายเอกสารโดยเจตนาเป็นการทำให้เสียหาย เป็นการทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง ข้อหาทำให้เสียทรัพย์นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2544 ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย (คำพิพากษาฎีกาที่ 1919/2546)
ลูกจ้างแสดงความประสงค์ลาออกจากงานต่อนายจ้างเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 โดยให้มีผลวันที่ 10 พฤษภาคม 2552 แม้จะเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาได้แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายยินยอม แต่ในระหว่างสัญญาจ้างแรงงานยังมีผลบังคับ นายจ้างและลูกจ้างยังคง มีนิติสัมพันธ์ต่อกันจนกว่าสัญญาจ้างแรงงานจะสิ้นผล เมื่อในระหว่างทำงานลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างเสียหายและประมาททำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงนายจ้างจึงใช้สิทธิเลิกจ้างลูกจ้างเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2552 ก่อนถึงวันที่การลาออก มีผลได้ กรณีไม่ใช่เป็นเรื่องที่นายจ้างใช้สิทธิให้ลูกจ้างออกจากงานก่อนครบกำหนดตามความประสงค์ของลูกจ้างไม่ (คำพิพากษาฎีกาที่ 3129/2558)

