๑. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๓๙๔/๒๕๖๙
เรื่อง ลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขับรถได้รับค่าจ้างเดือนละ ๗,๐๐๐ บาท และค่าเที่ยว ๆ ละ ๑๐๐-๑๕๐บาท ซึ่งเป็นค่าจ้างตามผลงาน ซึ่งในแต่ละเดือนนายจ้างจ่ายเงินเดือนและค่าเที่ยวต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ การคำนวณค่าชดเชย จึงต้องใช้ค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ๔๐๐ บาท (ชลบุรี) ซึ่งเป็นอัตราที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมายมาใช้เป็นฐานคำนวณ แม้ลูกจ้างจะทำงานให้จำเลยไม่ครบ ๘ ชั่วโมงในวันทำงานก็ตาม ก็ยังมีสิทธิได้รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายในวันนั้น การที่ลูกจ้างทะเลาะกับพนักงานขับรถด้วยกัน กล่าวถ้อยคำหยาบคาย “ค…” ใช้มือผลักอก ๒ ครั้ง พนักงานมาห้าม ลูกจ้างพูดว่า “มึงอย่าเสือก”เป็นการพูดด้วยอารมณ์วู่วาม จากนั้น ออกไปจากห้องที่เกิดเหตุไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีกหรือไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น ไม่ถือเป็นกรณีร้ายแรงเลิกจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชย ลูกจ้างทำงานมา ๗ ปีเศษ มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นเงิน ๙๔,๐๐๐ บาท
คดีนี้โจทก์ว่า วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๑ จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขับรถส่งของได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๗,๐๐๐ บาท และค่าเที่ยว ๆ ละ ๑๐๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไป วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๘ จำเลยกล่าวหาว่าโจทก์ทะเลาะวิวาทกับเพื่อนร่วมงานและบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๘ เป็นต้นไป โดยไม่จ่ายค่าชดเชย โจทก์ไม่ได้กระทำผิดร้ายแรงและไม่ได้กระทำผิดซ้ำค้ำเตือน ในระหว่างปี ๒๕๖๑ – ปี ๒๕๖๘ จำเลยจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หักค่าจ้างนำส่งกองทุนประกันสังคมเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนด จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างเดือนละครั้งแต่จ่ายวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไปไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ขอบังคับให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย (วันที่ ๑-๖ พฤษภาคม ๒๕๖๘) จำนวน ๒,๔๐๐ บาท ค่าชดเชย ๙๖,๐๐๐ บาท (๒๔๐ วัน) ค่าจ้างในส่วนที่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ ๒๖๒,๖๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ค่าจ้างในส่วนที่หักส่งกองทุนประกันสังคมเกินกว่ากฎหมายตั้งแต่ ปี ๒๕๖๑ – ๒๕๖๘ พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด และเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีของค่าจ้างที่จำเลยไม่จ่ายเดือนละครั้งตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ – ๒๕๖๘
จำเลยให้การว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะกระทำความผิดร้ายแรงตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน โจทก์ได้รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ ค่าจ้างมีอายุความ ๒ ปี ที่โจทก์เรียกร้องค่าจ้างตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ถึงวันฟ้องจึงขาดอายุความ จำเลยไม่ได้หักค่าจ้างทำส่งกองทุนประกันสังคมเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนด จำเลยจ่ายค่าจ้างเดือนละ ๑ ครั้งทุกวันที่ ๑๕ ของเดือน ถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗๐ แล้ว ระหว่างพิจารณาโจทก์แถลงว่าในส่วนเงินสมทบกองทุนประกันสังคมที่มีการจ่ายเกินนั้น โจทก์จะไปดำเนินการขอรับคืนจากกองทุนประกันสังคมเอง
ศาลแรงงานภาค ๒ พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๙๖,๐๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายค่าส่วนต่างของค่าจ้างขั้นต่ำ ๔๔,๘๖๖.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๘) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ศาลแรงงานภาค ๒ ฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่า ค่าจ้างรายเดือนและค่าเที่ยวเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติจึงเป็นค่าจ้างตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ แม้โจทก์ทำงานไม่ครบ ๘ ชั่วโมงในวันทำงาน จำเลยก็ต้องจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างชั้นต่ำ เมื่อโจทก์เรียกร้องเงินส่วนต่างของค่าจ้างขั้นต่ำจึงเป็นการเรียกร้องเอาค่าจ้างซึ่งมีอายุความ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๙) ค่าจ้างตั้งแต่ปี ๒๕๖๖๑ – เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๖ จึงขาดอายุความ จำเลยจึงต้องจ่ายส่วนต่างของค่าจ้างขั้นต่ำตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๖ – ๓๐ เมษายน ๒๕๖๘ เป็นเงิน ๔๔,๘๖๖.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยฯ การกระทำของโจทก์ที่ใช้คำพูดหยาบคาย เป็นการกล่าวด้วยอารมณ์วู่วาม ส่วนการทำร้ายร่างกายโดยการผลักอกไม่ปรากฏอาการบาดเจ็บ พฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าฝ่าฝืนข้อบังคับร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย ๙๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย และสำหรับงวดการจ่ายค่าจ้างเมื่อจำเลยคิดรอบบัญชีค่าจ้างหรือเงินเดือนตั้งแต่ต้นเดือนถึงวันสุดท้ายของเดือนแล้วจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไปทุกเดือนตั้งแต่ปี ๒๕๖๖ เป็นต้นมา จำเลยจึงจ่ายค่าจ้างแกโจทก์ตรงงวดและไม่ต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดแก่โจทก์ตามฟ้อง
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ว่าจำเลยต้องจ่ายค่าส่วนต่างค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่ เห็นว่า ในแต่ละเดือนที่โจทก์ได้รับค่าจ้างจากจำเลยมีจำนวนต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำฯ ที่กำหนดไว้ แม้โจทก์ทำงานให้จำเลยไม่ครบ ๘ ชั่วโมงในวันทำงานก็ตาม โจทก์ก็ยังมีสิทธิได้รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายในวันนั้น จำเลยจึงต้องจ่ายค่าส่วนต่างคำจ้างขั้นต่ำ จำนวน ๔๔,๘๖๖๖.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย คำพิพากษาศาลแรงงานภาค ๒ ชอบแล้ว
ประเด็นว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานภาค ๒ รับฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่า การฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานร้ายแรง นอกจากต้องพิจารณาจากข้อบังคับฯ แล้ว ยังต้องพิจารณาจากพฤติการณ์และลักษณะแห่งการกระทำผิด ตลอดจนความเสียหายที่เกิดขึ้นประกอบด้วย เหตุคดีนี้ แม้การกระทำของโจทก์จะบับได้ว่าเป็นการทะเลาะวิวาทหรือใช้กำลังประทุษร้ายในบริเวณบริษัท อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับฯ ของจำเลย แต่โจทก์กระทำต่อพนักงานด้วยกันไม่ใช่การทะเลาะวิวาทที่รุนแรง ผลแห่งการกระทำไม่ได้ทำให้พนักงานคู่กรณีและจำเละจำเลยเสียหายมากนัก หลังเกิดเหตุคู่กรณีไม่ติดใจเอาความ การกระทำของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับฯ กรณีร้ายแรงที่ศาลแรงงานภาค ๒ วินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเศษเห็นพ้องด้วย
ประเด็นว่า การคำนวณค่าชดเชยถูกต้องหรือไม่เห็นว่า ในแต่ละเดือนจำเลยจ่ายเงินเดือนและค่าเที่ยวให้โจทก์รวมแล้วต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ การคำนวณค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ วรรคหนึ่ง จึงต้องใช้ค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนด ซึ่งเป็นอัตราที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายมาใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ ๑๓)…กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ ๔๐๐ บาท ในท้องที่จังหวัดชลบุรี การคำนวณค่าชดเชยจึงต้องใช้ฐานค่าจ้างอัตราวันละ ๔๐๐ บาท เป็นค่าจ้างอัตราสุดท้าย โจทก์ทำงานต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลา ๗ ปีเศษ ย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า ๒๔๐ วัน ตามมาตรา ๑๑๘ วรรคหนึ่ง (๔) คิดเป็นเงิน ๙๖,๐๐๐ บาทศาลแรงงานภาค ๒ คำนวณค่าชดเชยถูกต้องแล้ว พิพากษายืน
นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กองนิติการ

