ลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานโพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัว คำพิพากษาศาลฎีกา ๑๑๙๕/๒๕๖๗

                    เรื่อง การที่ลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ในแอปพลิเคชั่น  เฟชบุ๊กส่วนตัวของกรรมการสหภาพแรงงาน จำนวน ๕ ข้อความ “…ผู้บริหารบางตัวที่เป็นวัวลืมตีน..” “อำนาจอยู่ในมือ ไอ้คนที่เคยฉ้อโกงสี มันช่างโหดร้ายจริงๆ ได้ข่าวว่ามันไม่มีลูก จิตใจ มันถึงดำ… มึงสมัครงานมาทำงานเหมือนพวกกูไหมหรือมึงเข้ามาเป็นผู้บริหารเลย มึงถึงไม่มีหัวใจของชาวแรงงานเลย…” แม้ข้อความจะมิได้ระบุถึงบุคคลใดเฉพาะเจาะจงก็ตาม แต่ได้โพสต์ในระหว่างที่มีการเจรจาข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานกับตัวแทนนายจ้าง ๗ คน ผู้อ่านก็จะทราบได้ทันทีว่ากล่าวถึง ผู้บริหารคนใด บ่งชี้ถึงเจตนากล่าวหาผู้บริหารที่เป็นตัวแทนไปเจรจาการกระทำของลูกจ้างจึงมีเจตนาทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงและทางทำมาหาได้ เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายตามมาตรา ๑๒๓ (๒) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ นายจ้างเลิกจ้างได้มิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา ๑๒๓

คดีนี้โจทก์ (นายจ้าง) ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ – ๑๕ เป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ โจทก์ได้รับ

                    คำสั่งจากจำเลยทั้งสิบห้าว่า การกระทำของโจทก์ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๓ เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ให้โจทก์รับนายดำ อดีตลูกจ้าง กลับเข้าทำงานและมอบหมายงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม พร้อมจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่เลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน ๒. หากโจทก์ไม่รับนายดำ กลับเข้าทำงานตามข้อ ๑ ให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายให้นายดำ เป็นเงิน ๑,๔๓๒,๓๒๐ บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากนาย ดำ ได้โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ผ่านทางแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กที่ไม่ใช่กลุ่มปิดด้วยข้อความหมิ่นประมาทผู้บริหารของโจทก์ที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นตัวแทนผู้เจรจากับสหภาพแรงงาน AA จำเลยทั้งสิบห้าในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยว่า การกระทำของนายดำ ที่โพสต์ข้อความ ไม่ปรากฏว่าได้ระบุถึงบุคคลว่าหมายถึง บุคคลใด และไม่ได้เป็นข้อความที่มีลักษณะเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามที่จะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง จึงเป็นเพียงการใช้คำด่าหยาบคายไม่สุภาพ การเลิกจ้างของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๒๓ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ โจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ และขอให้คืนเงิน ๑,๔๓๒,๓๒๐ บาท ที่โจทก์นำวางต่อศาล

                    จำเลยให้การว่า คำสั่งของจำเลยทั้งสิบห้าในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิกถอนคำสั่ง ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จำเลยขอให้หมายเรียกนายดำ เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานมีคำสั่งอนุญาต

                    ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า เมื่อพิจารณาถ้อยคำของนายดำ จำเลยร่วม ที่โพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์แอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กทั้ง ๕ ข้อความดังกล่าว มีลักษณะเป็นการกระทำส่วนบุคคล มิได้เกี่ยวข้อง กับการดำเนินการของสหภาพแรงงาน จำเลยร่วมเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน AA โดยเป็นเพียงสมาชิกธรรมดาทั่วไปเหมือนสมาชิกคนอื่น ๆ มิได้มีส่วนร่วมในการแจ้งข้อเรียกร้องคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์

                    ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฯ เห็นว่า คดีนี้นายดำ จำเลยร่วม โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ในแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กส่วนตัวของนาย แดง และนาย เขียว ซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน AA รวมถึงโพสต์ข้อความในแอปพลิเคชั่นเฟชบุ๊กของจำเลยร่วมที่ใช้ชื่อว่า “ฮิสเล่อ AA” เมื่อพิจารณา ข้อความทั้ง ๕ ข้อความดังกล่าวแล้ว ในข้อความที่ ๑ “สู้ๆ ครับมาถึงขาดนี้แล้ว ทำให้ผู้บริหารบางตัวที่เป็นวัว ลืมตีน ให้มันสำนึกว่าตายไปก็เอาไปไม่ได้…ไอ้พวกระยำ” ข้อความที่ ๒ “อำนาจอยู่ในมือ ไอ้คนที่เคยฉ้อโกงสีมันช่างโหดร้ายจริงๆ ได้ข่าวว่ามันไม่มีลูกจิตใจมันถึงดำ ไม่เห็นใจเราชาวแรงงานไอ้ชั่ว…สาปส่งมึงไอ้เหี้ย….” ข้อความที่ ๓ “ทำไมมันเรียกร้องยากจังว่ะ เงินเดือนกับเงินโบนัสที่อื่นเขาได้ทั้งประเทศแล้ว ทำไมมึงมันใจดำจัง…มึงสมัครงานมาทำงานเหมือนพวกกูไหมหรือมึงเข้ามาเป็นผู้บริหารเลย มึงถึงไม่มีหัวใจของชาวแรงงานเลย…ไอ้สัตว์เอ่ย…” ข้อความที่ ๔”…แล้วคุณเจรจาต่อรองเป็นสิบคุณคุยกับใครครับ…หรือได้ยินว่าพวกมึงจะมาล้มล้างสหภาพหรือเปล่า…ถึงได้กล้าประกาศเงินเดือน+โบนัส สวนออกมาเพื่อให้พนักงานเข้าใจ ผิดหรือเคืองใจกับสหภาพ…พวกมึงจะได้หาโอกาสล้างสหภาพเพื่อการบริหารที่ง่ายดาย….ไอ้ควายกลับชาติมาเกิด…” ข้อความที่ ๕ “พี่และสหภาพทำได้สุดยอดแล้วครับ ได้เท่านี้ก็ดีแล้ว ถ้าจะโทษต้องโทษพวกที่มีสีกลัวเขาจนหัวหดกลัวไม่ได้ตำแหน่ง…” จำเลยร่วมโพสต์ข้อความทั้ง ๕ ข้อความดังกล่าวแสดงความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่สหภาพแรงงาน AA กำลังเจรจาเกี่ยวกับข้อเรียกร้องเรื่องการขึ้นเงินเดือน การจ่ายโบนัส และสวัสดิการของลูกจ้างแม้ข้อความจะมิได้ระบุถึงบุคคลใดหรือเอ่ยชื่อผู้ใด หรือตำแหน่งเฉพาะเจาะจงก็ตาม แต่ช่วงเวลาที่จำเลยร่วมพิมพ์ข้อความแสดงความคิดเห็นดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่มีการเจรจาข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานและเมื่อแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กเป็นสื่อออนไลน์สาธารณะที่ผู้ใช้งานใช้ในการติดต่อกับบุคคลอื่นและบุคคลอื่นสามารถเข้าถึงข้อความที่มีผู้เขียนลงบนเฟชบุ๊กดังกล่าวได้ จึงทำให้ลูกจ้างโจทก์หรือผู้อ่านข้อความทั้ง ๕ ข้อความ เข้าใจได้ว่าจำเลยร่วมกล่าวถึงผลการเจรจาต่อรองข้อเรียกร้องฯ โดยเฉพาะข้อความที่ว่า “ผู้บริหารบางตัวที่เป็นวัวลืมตีน” และข้อความที่ว่า “อำนาจอยู่ในมือ ไอ้คนที่เคยฉ้อโกงสี มันช่างโหดร้ายจริงๆ ได้ข่าว ว่ามันไม่มีลูกจิตใจมันถึงดำ… มึงสมัครงานมาทำงานเหมือนพวกกูไหมหรือมึงเข้ามาเป็นผู้บริหารเลย มึงถึงไม่มีหัวใจของชาวแรงงานเลย….” ลูกจ้างโจทก์หรือผู้อ่านอาจจะทราบอยู่แล้ว หรือสามารถแสวงหาข้อมูลภายใน

                    บริษัทได้ว่าตัวแทนโจทก์ที่ไปเจรจากับสหภาพแรงงาน AA คนใดไม่มีบุตร ลูกจ้างโจทก์หรือผู้อ่านก็จะทราบได้ทันทีว่าจำเลยร่วมกล่าวถึงผู้บริหารซึ่งเป็นตัวแทนโจทก์ก็คนใด และเมื่อผู้บริหารดังกล่าวซึ่งเป็นตัวแทนโจทก์ก็ไปเจรจาต่อรองถึงข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน ย่อมถือเสมือนว่าโจทก์เป็นตัวการไปเจรจาโดยตรงกับสหภาพแรงงาน AA การที่จำเลยร่วมพิมพ์ข้อความแสดงความคิดเห็นทั้ง ๕ ข้อความ บ่งชี้ถึงเจตนากล่าวหาผู้บริหารที่โจทก์แต่งตั้งเป็นตัวแทนไปเจรจา ถือว่าจำเลยร่วมกระทำต่อผู้บังคับบัญชาอันจะทำให้สายงานและระบบการทำงานเสียหาย ย่อมมีผลกระทบถึงโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างโดยตรงทำนองว่าโจทก์เป็นนายจ้างที่ไม่ดี ไม่ดูแลหรือ ห่วงใยในสวัสดิภาพของลูกจ้าง ไม่มีคุณธรรมในการปกครองลูกจ้าง กดขี่ข่มเหง ไม่คำนึงถึงรายได้รวมทั้งสวัสดิการของลูกจ้าง หรือเอาเปรียบลูกจ้าง อันมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในการบริหารงานซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งจำเลยร่วมทำงานกับโจทก์ก็มานานย่อมทราบว่าการเขียนข้อความ ดังกล่าวมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในการบริหารของโจทก์ซึ่งมีความสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและการใช้บริการของลูกค้า การกระทำของจำเลยร่วมจึงมีเจตนาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงและทางทำมาหาได้ จึงเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายตามมาตรา ๑๒๓ (๒) แห่งพระราชบัญญัติ

                    แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ โจทก์จึงเลิกจ้างจำเลยร่วมได้ มิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา ๑๒๓พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ของจำเลยทั้งสิบห้าเฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่าโจทก์ฝ่าฝืนมาตรา ๑๒๓ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยโจทก์ไม่ต้องรับจำเลยร่วมกลับเข้าทำงานและไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่จำเลยร่วม และให้ศาลแรงงานกลางคืนเงินที่โจทก์นำมาวางต่อศาลแรงงานกลาง ๑,๔๓๒,๓๒๐ บาท ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง