เมื่อโบนัสเป็นสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๒๒๙/๒๕๖๖

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๒๒๙/๒๕๖๖

                    เรื่อง เมื่อโบนัสเป็นสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ แม้จะเกิดจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างสหภาพแรงงานซึ่งมีสมาชิกไม่ถึง ๒ ใน ๓ ของลูกจ้างทั้งหมด แต่บริษัท B จำกัด ประกอบกิจการซึ่งเป็นนายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จ่ายเงินโบนัสประจำปีให้ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงทุกคน ไม่ใช่เฉพาะลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเท่านั้น การที่บริษัท B จำกัด ไม่จ่ายเงินโบนัสให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงซึ่งทำงานในส่วนงานผลิตเช่นเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง จึงถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคสองบริษัท B จำกัด จึงต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรง เมื่อไม่มีการประเมิลผลงานของลูกจ้างรับเหมาค่าแรง บริษัท B จำกัด จึงต้องรับผิดจ่ายเงินโบนัสในลำดับเกณฑ์ประเมินต่ำสุดตามที่ขอมา                   

คดีนี้โจทก์ (ลูกจ้างรับเหมาค่าแรง) ฟ้องขอบังคับให้บริษัท A จำกัด จำเลยที่ ๑ นายจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง และบริษัท B จำกัด จำเลยที่๒ ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นนายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จ่ายค่าเช่าบ้าน เบี้ยขยัน ย้อนหลัง เงินโบนัสประจำปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ และปี ๒๕๖๒ พร้อมดอกเบี้ย

ศาลแรงงานภาค ๒ พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดค่าเช่าบ้านและเบี้ยขยันส่วนเงินโบนัสแม้บริษัท B จำกัด จำเลยที่๒ ผู้ประกอบกิจการ ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงานว่าจำเลยที่ ๒ ตกลงจ่ายเงินโบนัสแก่พนักงานตามหลักเกณฑ์การประเมินผลงาน ซึ่งมีผลเฉพาะลูกจ้าง ที่เป็นสมาชิกของสภาพแรงงานเท่านั้น แต่จำเลยที่ ๒ จ่ายเงินโบนัสให้กับลูกจ้างตามสัญญาจ้างทุกคนเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน การที่จำเลยที่ ๒ ไม่จ่ายเงินโบนัสให้กับลูกจ้างรับเหมาค่าแรงซึ่งทำงานในส่วนการผลิตเช่นเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงจึงเป็นการเลือกปฏิบัติตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง เมื่อไม่มีการประเมินผลงานลูกจ้างรับเหมาค่าแรง จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดจ่ายโบนัสแก่โจทก์ในลำดับเกณฑ์ประเมินต่ำสุดดังที่โจทก์ขอมา ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นเพียงผู้จัดหาลูกจ้างทำงานให้แก่จำเลยที่ ๒ เท่านั้น จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ พิพากษาให้บริษัท B จำกัด จำเลยที่ ๒ จ่ายเงินโบนัสรวมเป็นเงิน ๑๒๔,๗๙๖ บาทพร้อมดอกเบี้ย คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

                    ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า ที่จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ ๒ มีสิทธิกำหนดหลักเกณฑ์ให้ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานต่างจากลูกจ้างที่ไม่ได้เป็นสมาชิกได้ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จำเลยที่ ๒ ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ มิได้โต้เถียงข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่ศาลแรงงานภาค ๒ รับฟังมา แต่โต้เถียงว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสเพราะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเกิดจาก ข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน และนายจ้างพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ไม่ใช่นายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงนำมาตรา ๑๑/๑ มาใช้บังคับไม่ได้ เป็นอุทธรณ์ให้ตีความข้อกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๒ ฟังขึ้น

ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์โดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยก่อน ว่าจำเลยที่ ๒ ต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา๑๑/๑ วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรง ที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ” ซึ่งหมายความว่า ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการจากผู้ประกอบกิจการในลักษณะเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงโดยไม่เลือกว่าเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงหรือลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ดังนั้น เมื่อเงินโบนัสถือเป็นสิทธิประโยชน์และสวัสดิการประกอบกับโจทก์ทำงานมาประมาณ ๓ ปี เกินระยะเวลาทดลองงาน แม้การจ่ายเงินโบนัสเกิดจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างสหภาพแรงงานซึ่งมีลูกจ้างเป็นสมาชิกไม่ถึง ๒ ใน ๓ ส่วนของลูกจ้างทั้งหมดยื่นข้อเรียกร้อง แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ ๒ จ่ายเงินโบนัสประจำปีให้ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงทุกคน ไม่ใช่จ่ายให้แก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเท่านั้น การที่จำเลยที่๒ ไม่จ่ายเงินโบนัสให้กับลูกจ้างรับเหมาค่าแรงในส่วนงานผลิตเช่นเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๒ จึงถือเป็นการเลือกปฏิบัติตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ อุทธรณ์ของจำเลยที่๒ จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินโบนัสรวม ๑๒๔,๗๙๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๓) จนถึงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๔ และอัตราร้อยละ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๔ เป็นต้นไป….นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค ๒